จากกรณี ตำรวจสากลออกหมายแดงตามจับหญิงไทยและสามีสิงคโปร์ หลังหลบหนีตำรวจสิงคโปร์ระหว่างประกันตัวสู้คดีไม่ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าเป็นมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคือ นายพี เจียเผิง (Pi Jiapeng) ชายสิงคโปร์วัย 26 ปี และ น.ส.ศิริวิภา หรือ แอน พันสุข ภรรยาชาวไทย วัย 27 ปี หลบหนีออกนอกประเทศ โดยซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์บนรถบรรทุกเมื่อ 4 ก.ค. 65

364103

ต่อมา 21 ก.ค. 65 ทีมอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ไปที่ร้านค้า ทราบมาว่าแม่ของ น.ส.ศิริวิภา ได้ขายผักขายมะนาวอยู่ แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบ สอบถามชาวบ้านในพื้นที่และวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ได้ข้อมูลอีกว่า ยายผอง แม่ของ น.ส.ศิริวิภา ได้ปิดร้านหนี หายตัวปริศนาไปเกือบ 1 เดือนแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่าร่ำรวยผิดปกติ มีบ้านหรูมูลค่ากว่า 86 ล้านบาท ขับรถเบนซ์หรูคันใหญ่

564811

ทีมข่าวยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ว่ามีช่างกุญแจรายหนึ่ง ในพื้นที่ จ.นนทบุรี เป็นช่างประจำที่แม่ของ น.ส.ศิริวิภา มักจะไว้เนื้อเชื่อใจ และให้ช่างรายดังกล่าวเป็นคนเข้านอกออกในบ้านทุกหลัง ทราบว่าบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครัวของนางผองมีการซื้อเก็บเอาไว้ เจ้าตัวมักจะเรียกให้ช่างรายดังกล่าวไปเปลี่ยน ก่อนประตูและเปลี่ยนกุญแจใหม่ทั้งหมด

711681

ช่างกุญแจ ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่าเป็นช่างประจำที่ไปเปลี่ยนกลอนประตูให้บ้านของนางผองเกือบทุกหลัง รวมถึงบ้านที่มีการซื้อให้กับญาติตนเองก็เป็นคนเข้าไปเปลี่ยนให้เช่นกัน

cg

ล่าสุดได้มีโอกาสเข้าไปเปลี่ยนกลอนประตูที่บ้านหลังใหญ่ ที่ปรากฏตามข่าวมูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งมีห้องหนึ่งไม่เชิงเป็นห้องลับ ตนมีการเข้าไปเปลี่ยนกลอนประตู ข้างในมีกระสอบบรรจุเงินจำนวนมาก ไม่ได้มีการจัดเก็บอยู่ในตู้เซฟ วางไว้ภายในบ้านลักษณะคล้ายยัดถุงปุ๋ย

972368

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้รับข้อมูลเป็นรายการรับโอนเงิน บัญชีดังกล่าวเป็นการถอนมาจากบัญชีม้า ซึ่งผู้ครอบครองบัญชีคือ น.ส.ศิริวิภา โดยทราบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีนางคำผอง โดยก่อนแรกรับโอน 46,000 บาท และอีกก้อนมีการรับโอน 100,000 บาท นอกจากนี้ คนใกล้ชิดของนางคำผองให้ข้อมูลว่าการแต่งกายของเจ้าตัวเปลี่ยนไปในทางที่ดี ดูมีฐานะมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ใส่ชุดแม่ค้าขายผักขายมะนาว

449620

นางสาวยูโด (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ที่ถูก น.ส.ศิริวิภา หลอกให้มีการลงทุนเกี่ยวกับการทำทัวร์ลูกค้าวีวีไอพี โดยมีการร่วมลงทุนรวมมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท หลังจากนั้นเจ้าตัวเชิดเงินบินหนีหายเมื่อปี 2562 ในประเทศเกาหลี เปิดใจทั้งน้ำตาว่าตนเองถูกหลอกจนกระทั่งหมดตัว มูลค่าเงินที่ถูกหลอกมากกว่า 14 ล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินเก็บและเงินในครอบครัวส่วนตัวประมาณ 7 ล้าน และมีการหยิบยืมจากเพื่อนและคนใกล้ชิด รวมทั้งหนี้นอกระบบ รวมประมาณ 7 ล้านบาท แต่หลังจากที่ถูกโกง ทำให้ตนเองมีหนี้ก้อนโตจะต้องมานั่งชดใช้เอง วันนี้อยากให้ตำรวจล่าตัวและจับกุมให้ได้โดยเร็ว เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอีก

757875

ตนเองรู้จักกับ น.ส.ศิริวิภา ผ่านนกต่อคนหนึ่ง ทำทีเข้ามาติดต่อขอยืมเงิน อ้างว่าต้องการใช้เงินวอน เป็นสกุลเงินของเกาหลี ในการใช้จ่ายในบริษัททัวร์ ตนเองจึงให้ยืมเงินจำนวน 25 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75,000 บาท และให้สัญญาว่าจะคืนภายใน 4 วัน แต่เมื่อครบกำหนดปรากฏว่านกต่ออ้างว่าเงินหมุนไม่ทัน จึงได้แนะนำให้รู้จักกับน.ส.ศิริวิภา ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของผับในเมืองกังนัม และเป็นเจ้าของทัวร์ดังกล่าว เป็นการตีเนียนเพื่อสร้างโพรไฟล์ให้น่าเชื่อถือว่าเป็นคนเข้ามาเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้ให้จบ ตนเองได้รับเงินจำนวน 75,000 บาทคืน ทั้งที่เป็นอุบายที่สร้างความน่าเชื่อถือว่าสามารถเคลียร์ปัญหาได้

หลังจากนั้นตนเองก็มีการพูดคุยส่วนตัวกับ น.ส.ศิริวิภา เป็นคนทักมาพูดคุยกับตนเอง จากนั้นก็เริ่มให้มีการร่วมลงทุน มีการเปิดภาพโพรไฟล์เกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียง ดีเจภูมิ ดาราของไทย เพื่อที่จะชักจูงให้ตนเองไปร่วมลงทุน เริ่มต้นหยิบยืมเป็นแบบรายวัน คืนแบบรายวัน โดยยืมวันละประมาณ 20 ล้านวอน จากนั้นก็จะให้เปอร์เซ็นต์ 10% จากจำนวนเงินที่หยิบยืม ช่วงแรกยืมทุกวันก็ได้ส่วนแบ่งทุกวันและคืนทุกวัน ช่วงหลังเริ่มที่จะหยิบยืมมากขึ้น จนกระทั่งมียอดสะสมมากถึง 14 ล้านบาท และสุดท้ายก็หนีหายไป

444951

โดยลักษณะพฤติกรรมของ น.ส.ศิริวิภา จะมีการหลอกเงินจากคนที่ 1 ไปให้คนที่ 2 เพื่อที่จะทำให้ดูว่ามีเงินคืน แต่สุดท้ายก็เป็นการหลอกเพิ่มขึ้นจนเป็นโครงข่ายผู้เสียหาย ตอนที่มีการหลอกโกงเงินเมื่อปี 2562 ในประเทศเกาหลี มียอดเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท และถ้าหากผู้เสียหาย มีการแจ้งความก็จะไม่ได้เงินคืน ถ้าหากใครไม่แจ้งความมีการเรียกขอเงินคืนจะได้ช้าหรืออาจจะได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็พอได้คืนบ้าง

สำรับ น.ส.ศิริวิภา เป็นคนที่หัวหมอและเก่งเรื่องของกฎหมาย เวลาใครก็ตามที่มีการโพสต์เตือนภัย หรือลงข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าตัว ก็จะถูกหมายศาลฟ้องดำเนินคดี เกี่ยวกับเรื่องของการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตนเองก็เคยถูกฟ้องมาแล้ว และเวลาที่ไปหลอกลวงใครก็จะอ้างข้อกฎหมาย ยอมรับว่าเจ้าตัวค่อนข้างเก่งพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเก่งแบบไหนก็ขอให้ได้รับเวรกรรม กับสิ่งที่แกทำกับผู้เสียหาย และรับผิดชอบต่อเงินที่เอาไปจากคนอื่นด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published.